ว่าด้วยเรื่อง DeFi 2.0✨

เป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้วที่ DeFi เริ่มเติบโตเพิ่มมากขึ้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาก็มีโปรเจคที่ประสบความสำเร็จอย่าง UniSwap เกิดการเทรดและการเงินแบบกระจายอำนาจ หรือที่เรียกว่า Decentralized และเกิดวิธีการใหม่ๆในการรับดอกเบี้ยในโลกของคริปโต แต่เช่นเดียวกันกับที่เราพบเจอใน Bitcoin (BTC) มาก่อนคือเมื่อมีเรื่องใหม่ๆเกิดขึ้นก็จะมีปัญหาใหม่ๆให้เราแก้ไขเสมอ

ย้อนกลับไปช่วงปลายปี 2021 อ้างอิงจากการค้นหาใน Google Trend เริ่มเกิดการค้นหาคำว่า DeFi 2.0 ขึ้นมาช่วงประมาณเดือนตุลาคม คำว่า DeFi 2.0 ได้กลายเป็นที่นิยมในการอธิบายถึง DeFi decentralized applications คนรุ่นใหม่ๆเริ่มโฟกัสกับ DeFi 2.0 กันบ้างแล้ว แต่หลายๆคนอาจจะยังไม่รู้ว่า DeFi 2.0 คืออะไร และสำคัญยังไง วันนี้แอดสรุปเนื้อหามาให้แล้วไปอ่านกันได้เลยค่า

DeFi 2.0 เกิดขึ้นมาได้ยังไง?

DeFi 2.0 เกิดขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาข้อจำกัดต่างๆใน DeFi 1.0 ไม่ว่าจะเป็น Scalability (ความสามารถในการขยายเครือข่าย), Security (ความปลอดภัย), Centralization (ความเป็นศูนย์กลาง), Liquidity (สภาพคล่อง) และ Accessibility (การเข้าถึง) DeFi 2.0 เข้ามาเพื่อต่อสู้กับข้อจำกัดเหล่านี้ และทำให้ประสบการณ์ผู้ใช้งานดีมากขึ้น

ปัจจุบันมี Use Cases การใช้งาน DeFi 2.0 ที่ค่อนข้างหลากหลายแล้ว บางแพลตฟอร์มก็มีการอนุญาตให้ใช้ LP Token และ Yield Farm LP tokens ของผู้ใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ได้แล้ว ด้วยกลไกนี้ทำให้ผู้ใช้สามารถได้รับมูลค่าที่เพิ่มขึ้นได้ในขณะที่ก็ยังคงได้รับรางวัลจาก Pool ไปด้วย

ผู้ใช้ยังสามารถออกเงินกู้ที่ชำระเองได้โดยที่เงินหลักประกัน (collateral asset) ของผู้ใช้ที่วางไว้ สามารถสร้างดอกเบี้ยให้กับคนที่ให้กู้ (Lender) ได้ ทำให้ดอกเบี้ยนี้จะชำระหนี้เงินกู้โดยที่คนกู้ไม่ต้องจ่ายค่าดอกเบี้ยเลย หรือ อาจจะเป็นกรณี Use Cases อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำประกัน Smart Contract และ Impermanent Loss (IL)

เทรนด์ที่กำลังมาแรงใน DeFi 2.0 คือ DAO governance และ Decentralization อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลอาจส่งผลต่อโปรเจคที่ดำเนินการอยู่ได้ จำไว้ให้ขึ้นใจเสมอ เเละอย่าลืมว่าเมื่อทำการลงทุนแล้ว บริการหรือฟีเจอร์ที่เคยนำเสนอไว้อาจเกิดการเปลี่ยนแปลงได้นะ

ข้อจำกัดที่พบใน DeFi 1.0 มีอะไรบ้าง?

ก่อนที่จะไปลงลึกกับ DeFi 2.0 Use Cases มาสำรวจกันก่อนดีกว่าว่าปัญหาที่ DeFi 2.0 พยายามแก้ไขคืออะไรบ้าง ปัญหาอย่างที่ยกมามีความคล้ายกับปัญหาของเทคโนโลยี Blockchain และปัญหาทั่วไปที่ Cryptocurrencies กำลังเผชิญอยู่

1.Scalability: DeFi Protocol บน Blockchain นั้นมี Traffic และค่า Gas ที่ค่อนข้างสูง ทำให้เกิดบริการที่ช้าและค่าบริการที่แพง บาง Task ที่ง่ายๆก็อาจจะใช้เวลานานเกินไปและไม่คุ้มทุน อย่างที่เราเห็นๆกัน

2.Oracle และ ข้อมูล Third-Party: โปรดักทางการเงินนั้นต้องโต้ตอบกับข้อมูลภายนอก (Off-Chain Data) ก็เลยทำให้มีความต้องการใช้ Oracle หรือรูปแบบการสื่อสารที่เชื่อมต่อระหว่างภายในและภายนอกของ Blockchain ที่มีคุณภาพสูงมากขึ้น

3.Centralization: เป้าหมายหลักใน DeFi คือการกระจายอำนาจเพิ่มมากขึ้น แต่หลายๆโปรเจคในปัจจุบันก็ยังไม่ได้ใช้หลักการ DAO

4.Security: ผู้ใช้ส่วนใหญ่ยังไม่มีการจัดการหรือความเข้าใจใน DeFi ที่ดีนัก หลายๆคน Stake หลายล้านเหรียญใน Smart Contract ที่พวกเค้ายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันปลอดภัยมั้ย ถึงแม้ว่าโปรเจคนั้นจะมีการ Audit ไปแล้วก็ตาม แต่ทุกครั้งที่มีการอัปเดตโปรเจคความปลอดภัยก็จะมีแนวโน้มลดลงไปด้วย

5.Liquidity: Market และ Liquidity Pools นั้นกระจายไปตาม Blockchain และแพลตฟอร์มต่างๆ โดยแยกสภาพคล่องออกจากกัน การให้สภาพคล่องนั้นยังเป็นการล็อกกองทุนและมูลค่ารวมด้วย ส่วนใหญ่แล้วเหรียญที่ได้ Stake ไว้ใน Liquidity Pools ไม่สามารถนำไปใช้ที่อื่นได้ ทำให้เกิดความไร้ประสิทธิภาพของเงินทุน

ทำไม DeFi 2.0 ถึงมีความสำคัญ?

ถึงแม้ว่าผู้ใช้จะเป็น Holder เเละมีประสบการณ์ในโลกคริปโตมาบ้างแล้ว แต่สำหรับ DeFi อาจเป็นเรื่องที่ดูน่ากลัวและค่อนข้างยากที่จะเข้าใจ แต่ถึงยังไง DeFi 2.0 ก็มีเป้าหมายเพื่อลดอุปสรรคในการเข้ามาใช้งาน และสร้างโอกาสในการสร้างรายได้ใหม่ให้กับผู้ถือเหรียญคริปโต หรืออย่างผู้ใช้ที่อาจจะเคยกู้เงินธนาคารรูปแบบเก่าๆแล้วไม่ผ่านมาก่อน ก็สามารถมาทำธุรกรรมบน DeFi ได้

DeFi 2.0 จึงมีความสำคัญเพราะสามารถทำให้การเงินเป็นประชาธิปไตยได้โดยไม่กระทบต่อความเสี่ยง และยังพยายามที่จะแก้ปัญหาตามข้อจำกัดที่ได้พูดไว้ในส่วนก่อนหน้านี้ พร้อมปรับปรุงประสบการณ์ของผู้ใช้ให้ดีมากขึ้นไปอีก

Use Cases ใน DeFi 2.0

1.Unlock the value of staked funds

ถ้าหากเคย Stake คู่เหรียญใน Liquidity Pool มาแล้ว จะรู้ว่าเราจะได้รับเหรียญ LP Tokens กลับคืนมา ใน DeFi 1.0 เราสามารถ Stake LP Tokens กับ Yield Farm เพื่อเพิ่มผลกำไรได้ แต่เงินหลายล้านเหรียญจะถูกล็อกทิ้งไว้อยู่ใน Vault เฉยๆ ทั้งที่ยังมีศักยภาพที่จะเพิ่มประสิทธิภาพเงินทุนต่อไปได้อีก

DeFi 2.0 ก้าวไปอีกขั้นโดยการใช้ LP Token เป็นหลักประกัน อาจเป็นสำหรับให้กู้ Crypto ใน Lending Protocol หรือเพื่อการ Mint Tokens ในกระบวนการที่คล้ายกับ MakerDAO (DAI) กลไลอาจจะเปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยู่กับโปรเจค แต่แนวคิดหลักคือ LP Tokens ควรถูกปลดล็อกเพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ในขณะที่ยังคงสร้าง APY ไปได้ด้วย

2.Smart Contract Insurance

หากไม่ได้เป็น Developer ที่มีประสบการณ์สูง ก็เป็นไปได้ยากมากที่จะทำการตรวจสอบและประเมินโปรเจคบน smart contracts ได้ ซึ่งมีโอกาสเสี่ยงอย่างมากเมื่อลงทุนในโปรเจค DeFi โดยไม่มีความรู้ด้านนี้ เพราะเราจะประเมินโปรเจคได้เพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ด้วย DeFi 2.0 ทำให้สามารถทำประกันบน Smart Contract ที่ระบุได้ ลองจินตนาการดูว่าเรากำลังใช้ Yield Optimizer และได้มีการ Stake LP tokens ใน Smart Contract นี้ หาก Smart Contract นี้ถูกแฮ็ก เราอาจสูญเสียเงินฝากทั้งหมด แต่การประกันภัยรูปแบบนี้สามารถยื่นข้อเสนอการรับประกันเงินที่เราฝากไว้ใน Yield Farm โดยแลกกับการมีค่าธรรมเนียม โน้ตไว้นิดนึงว่าสามารถใช้งานได้กับ Smart Contract ที่ระบุเท่านั้น เช่นถ้าหาก Smart Contract Liquidity Pool ถูกแฮ็ก เราจะไม่ได้รับเงินประกัน ยังไงก็ตาม ถ้าหาก Smart Contract Yield Farm ถูกแฮ็กและอยู่ในส่วนที่ประกันคลอบคลุม ก็จะได้รับเงินตอบแทนคืน

3.Impermanent Loss Insurance

ถ้าเราลงทุนใน Liquidity Pool และเริ่มทำ Liquidity Mining อัตราการเปลี่ยนแปลงของราคาระหว่างคู่เหรียญที่เราถือไว้อาจนำไปสู่การสูญเสียทางการเงิน หรือที่เรียกว่าเกิดการ Impermanent Loss แต่ โปรโตคอล DeFi 2.0 กำลังสำรวจวิธีการใหม่ๆ เพื่อลดความเสี่ยงนี้ ยกตัวอย่างเช่น การเพิ่มเพียงหนึ่ง Token เป็น Single-sided LP โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเพิ่มเป็นคู่เหรียญ โดยโปรโตคอลจะทำการเพิ่ม Native Token ของพวกเขาเป็นอีกด้านหนึ่งของคู่เหรียญแทน จากนั้นเราจะได้รับค่าธรรมเนียมที่จ่ายไปจากการ Swap ในแต่ละคู่ที่เกี่ยวข้อง และโปรโตคอลก็เช่นกัน เมื่อเวลาผ่านไป โปรโตคอลจะใช้ค่าธรรมเนียมเพื่อสร้างกองทุนประกันเพื่อประกันเงินฝากของเราจากผลกระทบจาก Impermanent Loss หากมีค่าธรรมเนียมไม่เพียงพอ โปรโตคอลสามารถ Mint Token ใหม่เพื่อชดเชยได้ หากมี Token มากเกินไป สามารถเก็บไว้ใช้ภายหลังหรือ Burn เพื่อลด Supply ได้ด้วย

4.Self-Repaying Loans

โดยปกติ การออกเงินกู้จะมีความเสี่ยงจากการชำระบัญชีและการจ่ายดอกเบี้ย แต่ด้วย DeFi 2.0 จะไม่มีความเสี่ยงแบบนี้ เช่น ลองนึกภาพว่าเรากู้เงินมูลค่า $100 จากผู้ให้กู้ ผู้ให้กู้ให้เงิน $100 แก่เรา แต่ต้องการให้เราใช้เงินอีก $50 เป็นหลักประกันไว้ เมื่อเราฝากเงินหลักประกันแล้ว ผู้ให้กู้จะใช้เงินนี้เพื่อไปรับดอกเบี้ยเพื่อชำระคืนเงินกู้ของเรา หลังจากที่ผู้ให้กู้ได้รับเงินครบ $100 จากการนำเงินฝากหลักประกันไปทำการเพิ่มมูลค่า เงินฝากของเราจะถูกส่งคืน ทำให้ไม่มีความเสี่ยงจากการชำระบัญชี หากราคาของ Token ที่เป็นหลักประกันมีมูลค่าเสื่อมลง ก็จะใช้เวลานานขึ้นในการชำระคืนเงินกู้นั่นเอง (ข้อมูลนี้แอดอ้างอิงคอนเท้นจากต้นฉบับ ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ยากในการจะใช้เงิน $50 เพื่อให้ได้เงิน $100 ในขณะที่ดอกเบี้ยยังคงเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆตลอดเวลา หากใครสนใจสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากลิงก์ที่แอดแนบไว้ได้เลย)

Defi 2.0 มีความเสี่ยงอะไรบ้าง และจะป้องกันได้ยังไง?

DeFi 2.0 มีความเสี่ยงหลายอย่างเช่นเดียวกับ DeFi 1.0 นี่เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนที่ยกขึ้นมาเพื่อสามารถป้องกันความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้

1. Smart Contract ที่เราใช้งานอยู่นั้นอาจมีรูรั่วที่ผู้พัฒนาจงใจสร้างไว้ มีจุดอ่อน หรือถูกแฮ็ก ถึงแม้ว่าจะมีการ Audit แล้วก็ไม่ได้เป็นการการันตีความปลอดภัยของโปรเจคได้ เราสามารถป้องกันได้ด้วยการทำการรีเสิร์ช วิเคราะห์เกี่ยวกับโครงการให้มากที่สุดและต้องทำความเข้าใจว่าทุกการลงทุนมีความเสี่ยงเสมอ

2.ระเบียบข้อบังคับอาจส่งผลต่อการลงทุนของเราได้ รัฐบาลและหน่วยงานกำกับดูแลทั่วโลกต่างให้ความสนใจใน DeFi Ecosystem ทำให้อาจมีการออกกฎระเบียบและกฎหมายเพื่อความปลอดภัยและความมั่นของคริปโตได้ ซึ่งบางโปรเจคอาจต้องเปลี่ยนการให้บริการหรือฟีเจอร์ของพวกเค้าเพื่อให้สอดคล้องกันกฎระเบียบใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น

3.Impermanent Loss ถึงแม้ว่าโปรเจคจะมีประกัน IL ก็ตาม แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงสูงอยู่สำหรับผู้ใช้งาน

4.ถ้าเรากำลัง Stake ผ่าน UI ของเว็บไซต์โปรเจคอยู่อาจทำให้การเข้าถึงเงินทุนของเราทำได้ยากขึ้น จะดีกว่ามั้ยถ้าสามารถทำธุรกรรมบน Smart Contract ได้ ไม่อย่างนั้นอาจจะเจอกรณีเช่นหากเว็บไซต์โปรเจคล่มเราจะไม่สามารถถอนเงินออกได้เลย เเต่ยังไงก็อาจจะต้องศึกษาและมีความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคสักนิดนึงเพื่อให้ใช้งานโดยตรงบน Smart Contract ได้อย่างถูกต้อง

จบแล้วสำหรับเนื้อหา DeFi 2.0 ที่แอดสรุปมา ขอปรบมือให้ทุกคนที่อ่านมาจนจบได้ อาจจะยากสักหน่อยสำหรับคนที่ยังไม่เข้าใจใน DeFi อยากให้ลองศึกษาข้อมูล DeFi 1.0 หรือลองใช้งานจริงดูก่อนเพื่อทำความเข้าใจกับมันค่ะ

About this author

เราสองสาวจะมาให้ความรู้ ข่าวสารเรื่องราวเกี่ยวกับคริปโต/ DeFi ให้ทุกคนได้รับรู้ไปพร้อมๆกัน
Share on facebook
Facebook
Share on twitter
Twitter
Share on telegram
Telegram
Share on email
Email
more articleS
sponsor400x320px-100

สอนใช้ Apeboard เครื่องมือช่วยหาที่ฟาร์มใหม่ ของจำเป็นสำหรับเหล่า Yield Farmer

© 2019 BITCOINADDICT | ALL RIGHTS RESERVED